วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

***ของหมั้น***

ตามกฎหมายต้องมีลักษณะสำคัญ ดังนี้

1. ของหมั้นต้องเป็นทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นแก้ว แหวน เงินทอง รถยนต์ ไปจนถึงบ้าน คอนโด ที่ดิน และยังรวมไปถึงสิทธิต่างๆที่ตีมูลค่าเป็นเงินได้ก็เป ็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่เป็นของหมั้นได้

2. ของหมั้นต้องเป็นสิ่งที่ฝ่ายชายได้ให้ไว้แก่ตัวหญิงเอง และหญิงได้รับของสิ่งนั้นไว้เอง แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ หญิงให้แก่ชาย หรือ หญิงให้แก่หญิง หรือ ชายให้กับชาย ในทางกฎหมายไม่อาจถือว่าของสิ่งนั้นเป็นของหมั้นแม้ผ ู้ให้และผู้รับเจตนาที่จะให้สิ่งของเหล่านั้นเป็นของ หมั้นก็ตาม แต่ถือเป็นเพียงการให้โดยสเน่หาอย่างหนึ่งเท่านั้น

3. ของหมั้นต้องส่งมอบหรือโอนให้แก่หญิงในวันหมั้นโดยหญิงได้รับไว้หรือรับโอนทางทะเบียนในกรณีที่ของหมั้นเป็นทรัพย์สินที่ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ เช่น บ้าน ที่ดิน เป็นต้น หากเป็นเป็นเพียงสัญญาจะให้แต่ไม่มีการส่งมอบหรือโอน ให้กันจริงในวันหมั้นทรัพย์สินเหล่านั้นไม่ถือเป็นขอ งหมั้นตามกฎหมายและหญิงไม่อาจฟ้องเรียกให้ส่งมอบในภา ยหลังได้

4. ของหมั้นนั้นฝ่ายชายต้องให้แก่หญิงโดยมีเจตนาที่จะให ้ของหมั้นนั้นเป็นหลักฐานว่าจะสมรสหญิงต่อไปซึ่งต้อง มีเจตนาไปถึงขั้นที่ว่าจะจดทะเบียนสมรสด้วย มิใช่ประสงค์แต่เพียงจะจัดงานสมรสขึ้นในภายหลังเท่านั้น ทั้งของหมั้นนี้ต้องได้ให้ไว้ก่อนการจดทะเบียนสมรสด้ วยมิเช่นนั้นแล้วของสิ่งนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นของหมั้น เป็นแต่เพียงการให้โดยสเน่หา หากของสิ่งใดเข้าลักษณะเป็นของหมั้นดังกล่าวแล้วของสิ่งนั้นก็จะตกเป็นสิทธิแก่หญิงทันทีซึ่งฝ่ายชายอาจเร ียกคืนได้เฉพาะในกรณีที่หญิงผิดสัญญาไม่สมรสด้วยเท่านั้น

ส่วนสินสอดนั้น ต้องมีลักษณะสำคัญดังนี้

1. สินสอดต้องเป็นทรัพย์สินเช่นเดียวกับของหมั้น

2. สินสอดต้องเป็นสิ่งที่ฝ่ายชายให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองของหญิงซึ่งมิได้ให้แก่ตัวหญิงเองอย่างของห มั้น เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งไปที่ตัวพ่อแม่ ผู้ปกครองของหญิง หากหญิงไม่มีตัวบุคคลดังกล่าวอยู่แล้วแม้จะมีการตกลง กันให้มอบทรัพย์สินนั้นแก่หญิงเองก็ไม่ทำให้ทรัพย์สิ นนั้นเป็นสินสอดไปได้ และสินสอดที่ตกลงให้กันนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องส่งมอบใ ห้แก่ฝ่ายหญิงทันทีอย่างของหมั้นเพียงแต่ตกลงที่จะให ้หรือจะนำมาให้ภายหลังก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทรัพย์ สินดังกล่าวเป็นสินสอดที่ทำให้ฝ่ายหญิงมีสิทธิเรียกร ้องได้

3. สินสอดต้องเป็นทรัพย์สินที่ให้เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสด้วยซึ่งต้องกินความถึงขนาดที่จะต้องมีการจดท ะเบียนสมรสกันตามกฏหมาย แต่ไม่ใช่การให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองของหญิงที่ให้ความยินยอมในกรณีที่หญิงยังเป็นผู้เยาว์

สินสอดเมื่อให้แล้วจะตกเป็นสิทธิของพ่อแม่ ผู้ปกครองของหญิงทันทีแม้ชายหญิงจะยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันก็ตามเพียงแต่ฝ่ายชายอาจเรียกสินสอดคืนได้ถ้ าการสมรสไม่มีขึ้นเพราะตัวหญิงเองเป็นต้นเหตุหรือเป็นเหตุที่ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ซึ่งในกรณีนี้รวมไปถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่เป็นเหตุให้ไม่มีการสมรสขึ้น ถึงอย่างไรก็ตามชายหญิงจะทำการหมั้น หรือการสมรสกันโดยไม่มีสินสอดก็ได้ เพียงแต่ว่าหากมีการตกลงให้สินสอดกันแล้ว พ่อแม่ ผู้ปกครองของหญิงเท่านั้นมีสิทธิเรียกเอาสินสอดดังกล่าวได้

จากลักษณะสำคัญของทั้งสินสอดและของหมั้นดังกล่าวจะทำให้สามารถเห็นภาพของสินสอดและทองหมั้น (ของหมั้น) ในทางกฎหมายได้ดียิ่งขึ้นมากกว่าความเข้าใจในแบบจารี ตประเพณีทั่วไป ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดสิทธิตามสัญญาหมั้น แก่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงที่จะเรียกร้องหรือเรียกคืนสินสอดและของหมั้นระหว่างกันได้เท่านั้น แต่การทำสัญญาหมั้นไม่ได้เป็นเงื่อนไขของการสมรสว่าจ ะต้องมีการหมั้นก่อนแต่ประการใดแม้ว่าการให้ของหมั้น นั้นจะเป็นการให้เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน หรือการให้สินสอดที่เป็นการให้ไว้เพื่อตอบแทนการที่หญิงยินยอมสมรสก็ไ ม่ได้หมายความว่าหากมีการผิดสัญญาคือไม่มีการสมรสเกิดขึ้นแล้วจะมีใครไปบังคับให้ชายหญิงต้องสมรสกันได้ ซึ่งหากมีการบังคับกันจริงการสมรสนั้นก็ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายเพราะการสมรสจะเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ได้ชายหญิงต้้องยินยอมเป็นสามีภรรยากันเท่านั้น ดังนั้นความยินยอมในทางกฎหมายหรือความรักตามหลักความ เป็นจริงจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สอดคล้องกันอันจะทำให้การสมรสของชายและหญิงเกิดขึ้นได้โดยสมบูรณ์
  1. ***กฎหมายลักษณะยืม***

    สัญญายืม มีลักษณะทั่วไปที่สำคัญดังนี้
    1. เป็นเอกเทศสัญญาลักษณะหนึ่ง
    2. เป็นสัญญา “ไม่” ต่างตอบแทน
    3. เป็นสัญญาที่บริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้ยืม
    4. เป็นสัญญาซึ่งมีวัตถุแห่งสัญญาเป็นทรัพย์สิน
    สัญญายืม ตาม ปพพ. แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
    - ยืมใช้คงรูป
    - ยืมใช้สิ้นเปลือง

    ยืมใช้คงรูป
    วางหลักไว้ว่า “ยืมใช้คงรูป คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืม ให้ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เปล่า และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินนั้น เมื่อได้ใช้สอยเสร็จแล้ว”

    สัญญายืมใช้คงรูป นอกจากมีลักษณะทั่วไปของสัญญายืมแล้ว ยังมีลักษณะเฉพาะ ดังนี้

    (1) เป็นสัญญาที่ไม่มีค่าตอบแทน
    - จึงเป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยถือตัวบุคคลผู้ยืมเป็นสำคัญ (เมื่อผู้ยืมตาย สัญญาระงับ ตาม ม.648)
    - เพราะไม่มีค่าตอบแทน จึงต้องกำหนดหน้าที่ของผู้ยืมไว้หลายประการ

    (2) เป็นสัญญาที่ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์
    - ผู้ให้ยืมอาจไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สิน หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้ยืม
    - หากทรัพย์สินที่ให้ยืมสูญหายหรือบุบสลายไปโดยมิใช่ความผิดของผู้ยืม ผู้ยืมไม่ต้องรับผิด
    ดังนั้น อธิบายหลักกฎหมายได้ ดังนี้

    - เกิดจากบุคคล 2 ฝ่าย คือ ผู้ยืมและผู้ให้ยืม
    - ผู้ให้ยืม “ตกลง” ให้ผู้ยืมได้ใช้สอยทรัพย์สินที่ให้ยืม (กรรมสิทธิ์ยังไม่ได้โอน)
    - เป็นการให้ใช้สอยทรัพย์สินนั้นแบบได้เปล่า กล่าวคือไม่ต้องเสียค่าตอบแทน
    - ผู้ยืม “ตกลง” จะส่งทรัพย์สินที่ยืมนั้นคืนเมื่อใช้สอยเสร็จแล้ว
    - สัญญาจะบริบูรณ์เมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม

    ด้วยเหตุที่เป็นสัญญาไม่มีค่าตอบแทน สัญญายืมใช้คงรูปจึงก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่หลายประการแก่บุคคลทั้ง 2 ฝ่าย ดังนี้คือ
    1. หน้าที่ของ “ผู้ยืม” ใช้คงรูป
    (1) หน้าที่เสียค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น
    - ต้องเสียค่าฤชาธรรมเนียม ค่าส่งมอบและค่าส่งคืนทรัพย์สินที่ยืม
    - ต้องเสียค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาทรัพย์สินที่ยืม

    (2) หน้าที่ในการใช้ทรัพย์สินที่ยืม กล่าวคือ
    - ต้องใช้ทรัพย์สินที่ยืมมานั้นอย่างปกติที่วิญญูชนพึงใช้กัน
    - ต้องใช้ทรัพย์สินที่ยืมมานั้นด้วยตนเอง จะเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้ไม่ได้
    - ต้องไม่ใช้ทรัพย์สินที่ยืมนานั้นนานกว่าที่ควร
    - ต้องรับผิดเมื่อทรัพย์สินที่ยืมสูญหายหรือบุบสลาย เว้นแต่จะไม่ใช่ความผิดของผู้ยืม

    (3) หน้าที่ในการสงวนรักษาทรัพย์สินที่ยืม กล่าวคือ ผู้ยืมต้องสงวนทรัพย์สินที่ยืมเสมือนเช่นวิญญูชนจะพึงสงวนทรัพย์สินของตน…..เพราะสัญญายืมใช้คงรูปเป็นสัญญาที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยืมยังไม่ได้โอนไปยังผู้ยืม

    (4) หน้าที่ในการคืนทรัพย์สินที่ยืม ตอนท้าย

    2. หน้าที่ของ “ผู้ให้ยืม” ใช้คงรูป
    (1) ต้องบอกกล่าวให้ผู้ยืมทราบ ถ้าทรัพย์สินที่ให้ยืมมีรายการชำรุดบกพร่องหรือบุบสลาย
    (2) ต้องไม่ขัดขวางผู้ยืมในการใช้สอยทรัพย์สินตามสัญญา
    (3) ต้องรับผลแห่งภัยพิบัติในทรัพย์สินที่ให้ยืม หากเกิดบุบสลายหรือสูญหายไปเนื่องมาจากการใช้โดยปกติสุข และไม่ใช่ความผิดของผู้ยืม
    (4) ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นการรักษาทรัพย์สินที่ให้ยืม ซึ่งมิใช่เป็นการบำรุงรักษาตามปกติ
    สัญญายืมใช้คงรูปอาจ “ระงับไป” ในกรณีต่อไปนี้
    - เมื่อมีการส่งคืนทรัพย์สินที่ยืม ตาม ม.640 ตอนท้าย
    - เมื่อผู้ให้ยืมใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา
    - เมื่อสัญญามิได้กำหนดเวลากันไว้ และเวลาได้ล่วงไปพอสมควร ผู้ให้ยืมใช้สิทธิบอกเลิก
    สัญญา - เมื่อผู้ยืมตาย เพราะเป็นสัญญาที่ถือตัวผู้ยืมเป็นสำคัญ ……….(กรณีกลับกัน ถ้าผู้ให้
    ยืมตาย สัญญายืมไม่ระงับ)
    - เมื่อทรัพย์สินที่ยืมอันเป็นวัตถุแห่งสัญญายืมสูญสิ้นไป

    สัญญายืมใช้คงรูป มีประเด็นน่าสนใจที่เกี่ยวกับ “อายุความ” ดังนี้
    1. กรณีผู้ให้ยืมฟ้องร้อง “เรียกเอาทรัพย์สิน” ตามสัญญา เกิดขึ้นได้ใน 2 กรณี คือ
    (1) ผู้ให้ยืมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้ยืม และใช้สิทธิ ติดตามและ
    เรียกเอาทรัพย์สินของตนคืน ……ด้วยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ จึงไม่มีกำหนดอายุความ
    (2) กรณีผู้ให้มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้ยืม หรือเป็นเจ้าของแต่ได้อาศัยสิทธิ
    ตามสัญญายืมใช้คงรูป ……ใช้หลักอายุความทั่วไป คือ อายุความ 10 ปี
    2. กรณีผู้ให้ยืมฟ้องร้อง “เรียกค่าทดแทน” ตามสัญญา …กำหนดอายุความไว้ 6 เดือน นับ
    แต่วันสิ้นสัญญา

    ยืมใช้สิ้นเปลือง
    เพื่อความเข้าใจในเรื่องยืมใช้สิ้นเปลืองให้กระจ่างขึ้น ควรบทบัญญัติออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
    1. การยืมทรัพย์ ได้แก่
    1.1 ยืมทรัพย์ (บททั่วไป)
    1.2 สิทธิและหน้าที่ของผู้ยืม / ผู้ให้ยืม
    2. การกู้ยืมเงิน ได้แก่
    2.1 ยืมเงิน
    2.2 ดอกเบี้ยเงินกู้
    2.3 ดอกเบี้ยทบต้น
    2.4 กู้ยืมเงิน แต่ยอมรับเอาของทรัพย์สินแทนเงิน


    1. การยืมทรัพย์
    1.1 ยืมทรัพย์ (บททั่วไป)
    ม.650 วางหลักไว้ว่า “ยืมใช้สิ้นเปลือง คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้น เป็นปริมาณมีกำหนดให้แก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น ทั้งนี้จะบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืมนั้น”
    สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง ตาม ม.650 นอกจากมีลักษณะทั่วไปของสัญญายืม 4 ประการแล้ว ยังมีลักษณะเฉพาะ ดังนี้
    (1) อาจเป็นสัญญามีค่าตอบแทนก็ได้
    - จึงเป็นสัญญาที่ใกล้เคียงกับสัญญาเช่าทรัพย์ แต่ต่างกันที่สัญญาเช่าทรัพย์ไม่มีการโอน
    กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่า
    - แม้มีค่าตอบแทนเกิดขึ้น ก็ไม่ทำให้กลายเป็นสัญญาต่างตอบแทน
    (2) เป็นสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ยืม
    - ผู้ให้ยืมต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือเป็นเจ้าของในทรัพย์สินที่ให้ยืมนั้น
    - ผู้ยืมจะใช้สอยทรัพย์สินนั้นอย่างไรก็ได้
    - หากทรัพย์สินที่ให้ยืมสูญหายหรือบุบสลายไป ผู้ยืมต้องรับผิด
    - การคืนทรัพย์สินที่ยืม ต้องคืนทั้งประเภท ชนิด และปริมาณเดียวกันแทน
    หลักกฎหมาย – เป็นสัญญาที่เกิดจากบุคคล 2 ฝ่าย คือ ผู้ยืมและผู้ให้ยืม
    - ผู้ให้ยืม “โอนกรรมสิทธิ์” ในทรัพย์สินให้ผู้ยืมแล้ว
    - ทรัพย์สินที่ให้ยืมนั้น มีจำนวนที่กำหนดไว้แน่นอน
    - เป็นทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไป หรือทรัพย์สินชนิดใช้สิ้นเปลือง
    - ผู้ยืมตกลงจะส่งทรัพย์สินคืนทั้ง “ประเภท ชนิด และปริมาณ” เดียวกันแทน
    - สัญญาจะบริบูรณ์เมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม

    1.2 สิทธิและหน้าที่ของผู้ยืม / ผู้ให้ยืม
    ม.651 วางหลักเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ยืมไว้ว่า “ผู้ยืมเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการทำสัญญา ค่าส่งมอบและค่าส่งคืนทรัพย์สินที่ยืม”

    ม.652 วางหลักเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ให้ยืมไว้ว่า “ถ้าเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาให้คืนทรัพย์สินที่ให้ยืม ผู้ให้ยืมจะบอกกล่าวแก่ผู้ยืมให้คืนทรัพย์สินภายในเวลาอันควร โดยกำหนดไว้ในคำบอกกล่าวนั้น”

    จากบทบัญญัติทั้ง 2 มาตรา ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้ยืมและผู้ให้ยืม ดังนี้
    (1) สิทธิของ “ผู้ยืม” ใช้สิ้นเปลือง ได้แก่
    - สิทธิใช้สอยทรัพย์สินที่ยืมโดยอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ ตาม ม.1336
    - สิทธิต้องรับผลพิบัติ หากทรัพย์สินที่ยืมเกิดความสูญหายหรือบุบสลาย
    (2) หน้าที่ของ “ผู้ยืม” ใช้สิ้นเปลือง ได้แก่
    - หน้าที่ในการเสียค่าใช้จ่าย ตาม ม.651
    - หน้าที่ในการส่งคืนทรัพย์สินเมื่อครบกำหนดเวลาที่ยืม ตาม ม.652
    (3) สิทธิของ “ผู้ให้ยืม” ใช้สิ้นเปลือง
    - สิทธิในการเรียกคืนทรัพย์สินที่ให้ยืม
    - สิทธิในการเรียกใช้ราคาทรัพย์สินที่ให้ยืม (กรณีทรัพย์สินที่ให้ยืมสูญหาย)
    - สิทธิเรียกค่าเสียหาย (กรณีทรัพย์สินที่ให้ยืมบุบสลาย)
    (4) หน้าที่ของ “ผู้ให้ยืม” ใช้สิ้นเปลือง
    - ไม่ขัดขวางผู้ยืมในการใช้ทรัพย์สินที่ให้ยืม
    - ต้องบอกกล่าวให้ผู้ยืมได้ทราบถึงความบุบสลายหรืออันตรายแห่งทรัพย์สินที่ให้ยืม

    2. การกู้ยืมเงิน
    2.1 ยืมเงิน
    ม.653 ว.1 วางหลักไว้ว่า “การกู้ยืมเงินเกินกว่าสองพันบาทขึ้นไป ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีกันไม่ได้”
    หลักกฎหมาย – กฎหมายแก้ไขวงเงินจากเดิม 50 บาท เป็น 2,000 บาท
    - การกู้ยืมเงินไม่ว่าจะจำนวนเท่าใด จะมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือไม่มีก็ได้
    - แต่การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท (ไม่รวม 2,000 บาท) ถ้าไม่มีหลักฐานเป็น
    หนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีกันไม่ได้
    - หลักฐานเป็นหนังสือไม่ใช่แบบ แต่อาจเป็นหลักฐานอะไรก็ได้ เช่น จดหมาย
    บันทึกการเป็นหนี้ รายงานการประชุม ฯลฯ สิ่งสำคัญคือ ต้องมีข้อความแสดง
    การเป็นหนี้สินและลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญก็เพียงพอแล้ว
    - การกู้ยืมเงินไม่เกิน 2,000 บาท ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องบังคับคดีกัน
    ได้ โดยสามารถนำสืบพยานบุคคลได้

    ม.653 ว.2 วางหลักไว้ว่า “การกู้เงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น จะนำสืบการใช้เงินได้ต่อเมื่อมี
    หลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง หรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว หรือได้แทงเพิกถอนลงในเอกสารนั้นแล้ว”
    หลักกฎหมาย – การกู้ยืมเงินตามความหมายในวรรคนี้ ไม่คำนึงว่าจะวงเงินกู้จะเป็นจำนวนเท่าใด
    จะน้อยกว่าหรือมากกว่า 2,000 บาทก็ได้
    - แต่เงื่อนไขสำคัญคือ เมื่อใดที่การกู้เงินมีหลักฐานเป็นหนังสือ การนำสืบการใช้
    เงินแก่ผู้ให้ยืมก็ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วยเช่นกัน
    - หลักฐานเป็นหนังสือเหล่านี้ ได้แก่
    * เอกสารใดๆ ที่ลงลายมือชื่อของผู้ให้ยืมเป็นสำคัญ …..เช่น ใบเสร็จรับเงิน
    จดหมาย บันทึกใดๆ ฯลฯ
    * สัญญากู้ยืมเงินที่ผู้ให้กู้ส่งคืนให้ผู้ยืม …..การส่งคืนต้องเป็นเจตนาของผู้ให้ยืม
    * การบันทึกการชำระหนี้ลงในสัญญากู้ยืมเงิน ……ผู้ให้ยืมเป็นผู้แทงเพิกถอน
    - เนื่องจากเป็นการนำสืบ “การใช้เงิน” ชำระหนี้ให้แก่ผู้ให้ยืม จึงไม่สามารถนำไป
    ใช้บังคับตาม ม.656 ว.2 ซึ่งเป็นกรณีการชำระหนี้ด้วยสิ่งของหรือทรัพย์สิน
    - กรณีการชำระหนี้ด้วยสิ่งของหรือทรัพย์สินแทนเงินนั้น ถ้าหากผู้ให้กู้ยอมรับการ
    ชำระหนี้ด้วยสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นแทนเงิน ก็ย่อมกระทำได้ตาม ม.321

    2.2 ดอกเบี้ยเงินกู้
    ม.654 วางหลักไว้ว่า “ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ย
    เกินกว่านั้น ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี”
    หลักกฎหมาย – กรณีที่สัญญากู้ยืมเงินไม่ได้กำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้ ให้คิดอัตราดอกเบี้ย
    ร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ม.7
    - กรณีที่สัญญากู้ยืมเงินกำหนดเพียงว่า ให้เรียกดอกเบี้ยได้ตามกฎหมาย ให้คิด
    อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ม.7
    - กรณีที่สัญญากู้ยืมเงินกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้ ให้คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน
    ร้อยละ 15 ต่อปี
    - กรณีที่สัญญากู้ยืมเงินได้ตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ย
    เป็นโมฆะทั้งหมด และต้องลดลงมาเป็นร้อยละ 15 ต่อปี
    - ดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินเป็นโมฆะเพราะเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ให้กู้
    ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันทำสัญญา
    - การคิดดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีนั้น มีเฉพาะในการกู้ยืม
    เงินระหว่างเอกชนกับเอกชน
    2.3 ดอกเบี้ยทบต้น
    ม.655 วางหลักไว้ว่า “ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระ เว้นแต่ดอกเบี้ยค้างชำระไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง และคู่สัญญากู้ยืมตกลงกันให้เอาดอกเบี้ยนั้นทบเข้ากับต้นเงิน ให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนที่ทบเข้ากันนั้นได้ แต่การตกลงนั้นต้องทำเป็นหนังสือ
    กรณีมีประเพณีการค้าขายที่คำนวณดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัดก็ดี หรือการค้าขายอย่างอื่นทำนองเดียวกับบัญชีเดินสะพัดก็ดี ไม่ได้อยู่ในบังคับในวรรคหนึ่ง”
    หลักกฎหมาย – ถ้าดอกเบี้ยค้างชำระยังไม่เกิน 1 ปี ห้ามนำมาคิดดอกเบี้ยทบต้น
    - ถ้าดอกเบี้ยค้างชำระนานเกินกว่า 1 ปี ให้นำมาคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ แต่ต้อง
    * คู่สัญญาต้องตกลงกันก่อนว่า ให้นำมาคิดดอกเบี้ยทบต้นได้
    * ข้อตกลงนั้น ต้องทำเป็นหนังสือ
    - กรณีตามวรรค 2 กฎหมายให้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้
    กรณียืมเงินแต่ยอมรับเอาทรัพย์สินอื่นแทนเงินนั้น หมายความว่า เจตนาแรกของผู้กู้ยืมต้องการยืมเงิน แต่ปรากฏว่ามีการส่งมอบทรัพย์สินหรือสิ่งของอื่นแทนเงิน ซึ่ง ม.656 ได้วางหลักไว้ 2 กรณี คือ
    (1) เจตนายืมเงินและได้ทำสัญญายืมเงิน แต่ผู้กู้ยืมยอมรับเอาทรัพย์สินอื่นแทนเงิน

    (2) เจตนายืมเงินและได้รับเงินยืมไปแล้ว แต่ผู้ให้กู้ยืมยอมรับคืนทรัพย์สินอื่นแทนเงิน

    ม.656 ว.1 วางหลักไว้ว่า “ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแทนจำนวนเงินนั้น ให้คิดเป็นหนี้เงินค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ”
    หลักกฎหมาย – เจตนาเริ่มแรกต้องการกู้ยืมเงิน จึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินกัน
    - ผู้ให้กู้เสนอขอส่งมอบสิ่งของหรือทรัพย์สินแทนเงิน
    - ผู้กู้ยอมรับข้อเสนอเช่นนั้นของผู้ให้กู้
    - การใช้หนี้ ให้คิดเป็นหนี้เงินตามราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้น
    - ต้องเป็นราคาท้องตลาดในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ
    - ถ้าการชำระหนี้ผิดไปจากเงื่อนไขดังกล่าว ย่อมเป็นโมฆะ

    ม.656 ว.2 วางหลักไว้ว่า “ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืม หนี้เป็นอันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับ
    ราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ”
    หลักกฎหมาย – เจตนาเริ่มแรกต้องการกู้ยืมเงิน จึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินกัน
    - ผู้กู้รับมอบเงินจำนวนตามสัญญาจากผู้ให้กู้ไปแล้ว
    - เมื่อถึงกำหนดชำระ ผู้กู้เสนอขอส่งมอบสิ่งของหรือทรัพย์สินแทนเงิน
    - ผู้ให้กู้ยอมรับข้อเสนอเช่นนั้นของผู้กู้
    - การใช้หนี้ ให้คิดเป็นจำนวนสิ่งของหรือทรัพย์สินตามราคาท้องตลาด
    - ต้องเป็นราคาท้องตลาดในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ
    - ถ้าการชำระหนี้ผิดไปจากเงื่อนไขดังกล่าว ย่อมเป็นโมฆะ

    ม.656 ว.3 วางหลักไว้ว่า “ความตกลงใดๆ ที่ขัดกับข้อความในวรรคก่อน เป็นโมฆะ”
    (1) เป็นโมฆะเฉพาะข้อความนั้นๆ สัญญากู้ไม่เป็นโมฆะ
    (2) ตัวอย่างข้อความที่เป็นโมฆะ
    - ข้อตกลงว่า ถ้าผู้กู้ไม่นำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระตามสัญญา ผู้กู้ยอมโอนที่นาแปลงนี้
    ให้แก่ผู้ให้กู้เป็นกรรมสิทธิ์

    - ข้อตกลงว่า เมื่อผู้กู้ไม่ใช้เงิน ต้องโอนสิทธิการเช่าให้แก่ผู้ให้กู้โดยไม่คำนึงถึงว่า สิทธิ
    แห่งการเช่านั้นมีราคาเท่าใดในท้องตลาดในเวลาส่งมอบ

    - ข้อสัญญาว่า ถ้าไม่ใช้เงินกู้คืน ผู้กู้ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่นานั้นให้

    สัญญายืมใช้คงรูปและสัญญายืมใช้สิ้นเปลือง มีข้อเหมือนกันหรือข้อแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ?
    1. ข้อเหมือนกัน
    (1) มีคู่กรณี 2 ฝ่าย คือ ผู้ยืมและผู้ให้ยืม
    (2) ผู้ให้ยืมต้องส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้ยืมใช้
    (3) ผู้ยืมต้องส่งคืนทรัพย์สินเมื่อให้สอยเสร็จแล้ว

    2. ข้อแตกต่าง
    (1) ยืมใช้คงรูปนั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไม่โอน …..แต่ยืมใช้สิ้นเปลือง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนไปยังผู้ยืมแล้ว
    (2) ยืมใช้คงรูป ผู้ยืมใช้สอยทรัพย์สินได้เปล่าหรือไม่เสียค่าตอบแทน ……แต่ยืมใช้สิ้นเปลือง ผู้ยืมอาจใช้สอยทรัพย์สินโดยเสียค่าตอบแทน
    (3) ยืมใช้คงรูป ผู้ยืมต้องส่งคืนทรัพย์สินที่ยืม ……แต่ยืมใช้สิ้นเปลือง ผู้ยืมไม่ต้องส่งคืนทรัพย์สินเดียว กัน แต่ต้องส่งคืนทรัพย์สินในประเภท ชนิด และปริมาณเดียวกันแทน
    (4) ยืมใช้คงรูป เมื่อผู้ยืมตาย สัญญายืมย่อมสิ้นสุดลง ……แต่ยืมใช้สิ้น เปลือง เมื่อผู้ยืมตาย สัญญายืมมิได้สิ้นสุดลง สิทธิและหน้าที่ของผู้ยืมตกทอดสู่ทายาท

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

*** หลักการ ***
สัญญาจ้างแรงงานและจ้างทำของเป็นสัญญาสองฝ่าย เป็นการจ้างให้ผู้อื่นทำงาน โดยประสงค์ค่าตอบแทน แต่มีข้อแตกต่างที่สำคัญคือ สัญญาจ้างแรงงานไม่ได้มุ่งความสำเร็จของงาน แต่สัญญาจ้างทำของมุ่งที่ผลสำเร็จของงาน

*** สัญญาจ้างแรงงาน ***
สัญญาจ้างแรงงาน คือ สัญญาซึ่งบุคคลหนึ่ง เรียกว่า "ลูกจ้าง" ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า "นายจ้าง" และนายจ้างตกลงให้สินจ้างตลอดระยะเวลาที่ทำงาน การจ้างแรงงาน รวมถึงการจ้างบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญ จ้างครูสอนหนังสือ จ้างหมอประจำคลินิก สัญญาจ้างแรงงานตามกฎหมายฉบับนี้ เป็นลักษณะการจ้างทั่วๆไป ไม่มีกำหนดเวลาการทำงานที่แน่นอน ไม่ใช่การจ้างงานในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นการจ้างที่จำนวนคนงานไม่มาก เช่นจ้างขนของ จ้างทำงานบ้าน จ้างบรรจุหีบห่อ เป็นต้น

ลักษณะของสัญญาจ้างแรงงาน
1. เป็นนิติกรรม 2 ฝ่าย คือ มีการตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
2. เป็นสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือ เมื่อลูกจ้างทำงานให้นายจ้างตามข้อตกลงนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้าง
3. สัญญาจ้างแรงงานไม่มีแบบ คือ ข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงกันด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือก็ได้
4. สาระสำคัญอยู่ที่คู่สัญญา คือ เงื่อนไข ข้อตกลงเกี่ยวกับการจ้าง ค่าจ้างหรือค่าตอบแทน ขึ้นอยู่กับนายจ้างลูกจ้างจะตกลงกัน
5. สถานที่ เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดิบ นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดหาให้ลูกจ้าง

สิทธิของนายจ้าง ลูกจ้าง
1. มีสิทธิมอบงานหรือไม่มอบงานให้แก่ลูกจ้าง
2. นายจ้างจะโอนสิทธิของตนให้บุคคลอื่นก็ได้ เมื่อลูกจ้างยินยอม
3. นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ เมื่อพบภายหลังว่า ลูกจ้างไม่มีฝีมือพิเศษตามที่ตกลงกันไว้
4. นายจ้างมีสิทธิจ่ายค่าจ้างเมื่องานเสร็จ หากมิได้ตกลงกำหนดจ่ายค่าจ้างไว้
5. นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าเมื่อถึงหรือก่อนถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง
6. นายจ้างมีสิทธิไล่ลูกจ้างออกจากงาน โดยไม่ต้องบอกล่าวล่วงหน้า หากลูกจ้างจงใจขัดคำสั่งนายจ้าง ละทิ้งหน้าที่ กระทำความผิดอย่างร้ายแรง
7. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงาน
8. ลูกจ้างมีสิทธิให้บุคคลอื่นทำงานแทนได้ เมื่อนายจ้างยินยอม
9. ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้าง โดยบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้าง หากไม่มีข้อตกลงกำหนดระยะเวลาการจ้างงาน
10. เมื่อนายจ้างเสียชีวิต ลูกจ้างบอกเลิกสัญญาได้
11. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินค่าเดินทางกลับ เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุดลง กรณีลูกจ้างอยู่ต่างถิ่น
12. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับใบสำคัญแสดงการทำงาน เมื่อสัญญาจ้างสิ้นสุด

หน้าที่ของนายจ้าง ลูกจ้าง
1. นายจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้าง การจ่ายค่าจ้างจะจ่ายเมื่อใดก็ได้ตามที่ตกลงกัน หรือจ่ายตามจารีตประเพณีก็ได้
2. นายจ้างมีหน้าที่ออกใบสำคัญแสดงการทำงานให้กับลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง
3. นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดที่ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง
4. ลูกจ้างต้องทำงานด้วยตนเอง ยกเว้นนายจ้างยินยอม
5. ลูกจ้างมีหน้าที่ตกลงทำงานให้นายจ้างตามเวลาที่ตกลงกันไว้ หากไม่ทำตามที่ตกลงกัน นายจ้างมีสิทธิไม่จ่ายค่าจ้างหรือเลิกจ้างได้
6. ลูกจ้างต้องทำงานตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง

ความระงับแห่งสัญญาจ้างแรงาน
1. เมื่อครบกำหนดเวลาในสัญญา
2. เมื่องานที่จ้างสำเร็จ
3. เมื่อลูกจ้างนายจ้างตาย
4. เมื่อเลิกสัญญาตามกฎหมาย เช่น นายจ้างลูกจ้างทำผิดหน้าที่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อลูกจ้างขาดงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือขาดคุณสมบัติที่ได้รับรองไว้หรือไร้ฝีมือ เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาล่วงหน้า หรือเมื่อการทำงานตกเป็นพ้นวิสัย เมื่อนายจ้างไล่ลูกจ้างออกจากงาน เป็นต้น




*** สัญญาจ้างทำของ ***
สัญญาจ้างทำของ คือ สัญญาซึ่งผู้รับจ้างตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้าง เพื่อผลสำเร็จแห่งการทำงานนั้น

ลักษณะของสัญญาจ้างทำของ
1. การจ้างทำของเป็นเป็นนิติกรรม 2 ฝ่าย คือ มีการตกลงระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง
2. ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายสินจ้าง เมื่อผู้รับจ้างทำงานให้ผู้ว่าจ้างสำเร็จ
3. ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิในการควบคุม หรือสั่งการผู้รับจ้าง
4. บรรดาสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ โดยส่วนใหญ่เป็นของผู้รับจ้าง

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2552



*** ความตายของบุคคลตามกฎหมาย ***

ภาวะสมองตาย (อังกฤษ: brain death) เป็นบทนิยามที่ทางนิติศาสตร์และทางแพทยศาสตร์ใช้หมายเอาการตายของบุคคล ซึ่งได้ริเริ่มขึ้นในช่วง พ.ศ. 2503 ทั้งนี้ โดยทั่วไปมักหมายเอาภาวะที่ไม่สามารถฟื้นฟูระบบการทำงานของสมองของบุคคลได้อีกแล้ว อันเป็นผลมาจากการตายหมดแล้วทุกส่วนของเซลล์ประสาทในสมอง (อังกฤษ: total necrosis of cerebral neurons) เพราะเหตุที่ได้ขาดเลือดและออกซิเจนหล่อเลี้ยง
ในขณะที่ยังมีการโต้แย้งกันในทางหลักวิชาการแพทย์ซึ่งถือว่าผู้ป่วยสมองตายคือผู้ที่ตายแล้วในทางการแพทย์ กับหลักวิชานิติศาสตร์ที่ยังไม่ยอมรับกันว่าการตายโดยอาการสมองตายนั้น เป็นการตายแล้วอย่างแท้จริงกล่าวคือ

ในทางกฎหมาย นี้มีหลักถือมาช้านานในการพิสูจน์ความตายของบุคคลก็คือ ต้องตายตามธรรมชาติโดยหมดลมหายใจและหัวใจหยุดเต้นอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติแพทย์ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั้งของรัฐและของเอกชนก็ยังมีความจำเป็นต้องยุติการรักษาคนไข้สมองตายต่อไป ด้วยเหตุผลที่อาจสรุปได้ดังนี้
- ประการแรก เป็นเหตุผลทางด้านเศรษฐศาสตร์เนื่องจากผู้ป่วยประเภทนี้อยู่ในสภาพสิ้นหวังที่จะรักษาให้ฟื้นคืนเป็นบุคคลปกติได้ การรักษาโดยการช่วยต่อชีวิตไปไม่มีที่ยุติย่อมเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งฝ่ายรัฐหรือฝ่ายเอกชน โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนที่ค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าปกติอย่างแน่นอน
- ประการที่สอง เป็นเหตุผลทางด้านสิทธิมนุษยชนเพราะการที่บุคคลหนึ่งที่มีอาการสมองตายและมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการใช้เครื่องช่วยชีวิตไปตลอดชีวิตนั้น ย่อมก่อให้เกิดความทุกขเวทนามากกว่าจะเกิดประโยชน์แก่บุคคลนั้นเอง และมีผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปล่อยให้เขาหมดสภาพบุคคลไปน่าจะเหมาะสมยิ่งกว่า
ผู้ป่วยที่สมองตาย และแพทย์ได้ทำการยุติการช่วยชีวิตแล้วนั้น สามารถนำอวัยวะไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยรายอื่น ๆ ได้ ทั้งนี้ตาม "ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม (ฉบับที่๓) พ.ศ. ๒๕๓๘ ออกตามพระราชบัญญัติวิชาชีพกรรม พ.ศ.๒๕๒๓" ข้อ๓ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ด้วย
ปัจจุบัน ทั้งทางนิติศาสตร์และทางแพทยศาสตร์ กำหนดให้ภาวะสมองตายเป็นการตายในทางกฎหมายของบุคคล ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าระบบร่างกายทั้งปวงจะค่อย ๆ สิ้นสุดลงซึ่งการทำงานตามลำดับภายหลังจากที่สมองสิ้นสุดการทำงานลง

ด้วยเหตุนี้ แม้บุคคลที่สมองตายแล้วจะดำรงอยู่ได้ด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เช่น การให้ออกซิเจน การใช้เครื่องเปลี่ยนถ่ายโลหิต แต่แพทย์ก็สามารถประกาศได้ว่าบุคคลนี้ถึงแก่ความตายแล้ว

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

*** หมวด 3 มัคคุเทศก์ ***
___________________
มาตรา 39 ห้ามมิให้ผู้ใดเป็นมัคคุเทศก์ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์จากนายทะเบียน
การขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และแบบใบอนุญาต ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 40 ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทย
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(3) เป็นผู้ได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสือรับรองว่าได้ผ่านการฝึกอบรมวิชามัคคุเทศก์ตามหลักสูตรที่คณะกรรมการรับรอง
(4) ไม่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังหรือติดยาเสพติดให้โทษ หรือเป็นโรคติดต่อที่คณะกรรมการกำหนด
(5) ไม่เป็นผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(6) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(7) ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์
(8) ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ แต่ถ้าเคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตต้องถูกเพิกถอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี
มาตรา 41 ถ้าผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 40 แล้วนายทะเบียนต้องออกใบอนุญาตให้โดยเร็ว
ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งการออกใบอนุญาตหรือไม่ออกใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ตามมาตรา 39 ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอรับใบอนุญาต
ในกรณีที่นายทะเบียนไม่ออกใบอนุญาต ให้นายทะเบียนแสดงเหตุผลในหนังสือแจ้งการไม่ออกใบอนุญาตให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบด้วย
ในกรณีที่นายทะเบียนออกใบอนุญาต ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตมารับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์จากนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งการออกใบอนุญาตจากนายทะเบียน และให้นายทะเบียนมอบเครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ผู้ขอรับใบอนุญาต พร้อมกับใบอนุญาต
เครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์ซึ่งได้รับใบอนุญาต ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
ถ้าผู้ขอรับใบอนุญาตไม่มารับใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ภายในเวลาที่กำหนดโดยไม่แจ้งเหตุผลหรือข้อขัดข้องให้นายทะเบียนทราบ ให้สันนิษฐานว่าผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ประสงค์จะรับใบอนุญาตดังกล่าว และให้นายทะเบียนยกเลิกการออกใบอนุญาตนั้น
มาตรา 42 มัคคุเทศก์ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ การแต่งกาย มารยาท และความประพฤติของมัคคุเทศก์ และต้องติดเครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์ที่ได้รับใบอนุญาต และต้องมีใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ติดตัวอยู่ตลอดเวลาในขณะปฏิบัติหน้าที่ และพร้อมที่จะให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้
ถ้าเครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์ซึ่งได้รับใบอนุญาต และหรือใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ชำรุดสูญหายหรือถูกทำลายในสาระสำคัญ ให้มัคคุเทศก์ผู้นั้นยื่นคำขอรับเครื่องหมายดังกล่าวและหรือใบแทนใบอนุญาตต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงการชำรุดสูญหาย หรือถูกทำลายดังกล่าว
การขอรับเครื่องหมายและหรือใบแทนใบอนุญาต และการออกเครื่องหมายและหรือใบแทนใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 43 ใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ให้มีอายุสองปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต
มัคคุเทศก์ซึ่งประสงค์จะต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตต่อนายทะเบียนก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ และเมื่อได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตแล้วให้เป็นมัคคุเทศก์ต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งการไม่อนุญาตจากนายทะเบียน
ถ้าผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตยังมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรา 40 นายทะเบียนต้องต่ออายุใบอนุญาตให้
การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มัคคุเทศก์ผู้ใดไม่ขอต่ออายุใบอนุญาตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ ให้เลิกเป็นมัคคุเทศก์ตั้งแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ และให้ส่งคืนใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์พร้อมกับเครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์ซึ่งได้รับใบอนุญาตต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ
มาตรา 44 ในกรณีที่นายทะเบียนไม่ออกใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์หรือไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ผู้ขอรับใบอนุญาตหรือมัคคุเทศก์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนต่อคณะกรรมการ โดยยื่นเป็นหนังสือ ต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการไม่ออกใบอนุญาต หรือการไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตจากนายทะเบียน และให้นายทะเบียนเสนอคำอุทธรณ์ดังกล่าวต่อคณะกรรมการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ดังกล่าว
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด
มาตรา 45 ในกรณีที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนจากการรายงานของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือจากการร้องเรียนของนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือผู้ประกอบอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หรือเมื่อความปรากฏต่อ นายทะเบียนโดยประการอื่นว่ามัคคุเทศก์ผู้ใด
(1) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือ
(2) ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งตามพระราชบัญญัตินี้
ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้โดยมีกำหนดระยะเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินครั้งละหกเดือน
มัคคุเทศก์ซึ่งถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตจะเป็นมัคคุเทศก์ในระหว่างที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตไม่ได้
มาตรา 46 เมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียนว่ามัคคุเทศก์ผู้ใดมีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(1) เป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 40
(2) เป็นผู้เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามมาตรา 45 มาแล้ว และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 45 (1) หรือ (2) อีก
ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาต และมัคคุเทศก์ผู้นั้นต้องส่งคืนใบอนุญาตและเครื่องหมายแสดงการเป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งได้รับใบอนุญาตต่อนายทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต
มาตรา 47 คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตและคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้ทำเป็นหนังสือแจ้งให้มัคคุเทศก์ทราบถ้าไม่สามารถส่งคำสั่งให้มัคคุเทศก์ได้ หรือมัคคุเทศก์ผู้นั้นไม่ยอมรับหนังสือแจ้งดังกล่าว ให้ปิดคำสั่งไว้ ณ ที่เปิดเผยเห็นได้ง่ายที่สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่ออกใบอนุญาตให้มัคคุเทศก์ผู้นั้นและให้ถือว่ามัคคุเทศก์ผู้นั้นได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือวันที่ปิดคำสั่ง แล้วแต่กรณี
มาตรา 48 มัคคุเทศก์ผู้ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามมาตรา 45 หรือเพิกถอนใบอนุญาต ตามมาตรา 46 มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อคณะกรรมการ โดยยื่นเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ทราบคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจากนายทะเบียนและให้นายทะเบียนเสนอหนังสืออุทธรณ์ต่อคณะกรรมการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ดังกล่าว
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด
การอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต
มาตรา 49 ในการออกใบอนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ตามมาตรา 39 หรือใบแทนใบอนุญาตดังกล่าว ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

*** จากอำแดงถึงนางสาว ***

คำนำหน้านามหญิงไทยสามัญในสมัยโบราณก่อนที่จะมีคำว่า นาง หรือ นางสาว นั้น ใช้คำว่า อำแดง และคำว่านอำแดงนั้น พจนานุกรมฯ นิยามว่า เป็นคำโบราณใช้นําหน้าชื่อหญิงสามัญ ชนชั้นทั่วไป คำนี้ใช้ในกฎหมายนําหน้าชื่อหญิงที่มีอายุตั้งแต่ ๑๕ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

แต่ต่อมา อำแดง เลิกใช้ ข้าพเจ้าเดาเอาว่าเป็นเพราะไม่รู้ใช้กับหญิงที่แต่งงานแล้วหรือยังไม่แต่ง มันทำให้สับสน เลย เลิกใช้ หันมาใช้ นางสาว กับนาง เป็นคำนำหน้าชื่อของผู้หญิง แทนเพื่อบ่งบอกสถานะของผู้หญิง


จวบจนถึงวันที่ ๔ มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานปกครองและทะเบียน กระทรวงมหาดไทย ได้บังคับใช้พระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. ๒๕๕๑ ทำให้หญิงไทยที่จดทะเบียนสมรสแล้ว มีสิทธิเลือกใช้คำนำหน้าชื่อว่า นาง หรือ นางสาว ได้ตามความสมัครใจ มีใจความว่าดังนี้

1.กรณีหญิงที่จดทะเบียนสมรสใหม่ ให้แจ้งต่อนายทะเบียนขณะที่จดทะเบียนสมรสว่าประสงค์จะใช้คำนำหน้านามว่า นาง หรือ นางสาว นายทะเบียนจะบันทึกไว้ในทะเบียนสมรส แล้วนำหลักฐานทะเบียนสมรสไปแก้ไขในทะเบียนที่สำนักทะเบียนที่หญิงมีชื่ออยู่ แล้วทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ให้

2.กรณีหญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้ว หรือหย่าแล้ว และได้ใช้คำนำหน้านามว่า นาง แล้ว ต้องการจะเปลี่ยนเป็นนางสาวให้ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนครอบครัว ณ สำนักทะเบียนที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน หรือต่อนายทะเบียนที่จดทะเบียนสมรส นายทะเบียนจะบันทึกในทะเบียนสมรส ครั้งที่ 2 และจะออกหนังสือรับรองให้ เพื่อนำไปแก้ไขในทะเบียนบ้าน และเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ให้ ทั้งนี้ การแก้ไขดังกล่าวไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่จะเสียค่าธรรมเนียมเฉพาะเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ประมาณ 50 บาท



ซึ่งเนื้อหาอ้างอิงมาจาก ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 125 ตอนที่28 ก. ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ได้ตีพิมพ์ พระราชบัญญัติ คำนำหน้านามหญิง

พ.ศ.2551 ไว้ดังนี้

พระราชบัญญัติ คำนำหน้านามหญิง พ.ศ. ๒๕๕๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคำนำหน้านามหญิง พ.ศ. ๒๕๕๑”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อย ยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ พระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบการใช้คำนำหน้านามหญิงเป็นอ ย่างอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๔ หญิงซึ่งมีอายุ ๑๕ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสให้ใช้คำนำหน้านามว่า “นางสาว”
มาตรา ๕ หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว จะใช้คำนำหน้านามว่า “นาง” หรือ “นางสาว”ได้ตามความสมัครใจ โดยให้แจ้งต่อนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบีย นครอบครัว
มาตรา ๖ หญิงซึ่งจดทะเบียนสมรสแล้ว หากต่อมาการสมรสได้สิ้นสุดลงจะใช้คำนำหน้านามว่า “นาง” หรือ “นางสาว” ได้ตามความสมัครใจ โดยให้แจ้งต่อนายทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์นายกรัฐมนตรี


ทั้งนี้ดิฉันพยายามนึกถึงทั้งข้อดี-ข้อเสีย และติดตามเรื่องนี้มาพอสมควร เพราะเข้าใจเจตนาดีว่าแต่ละฝ่ายคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม สำหรับหญิงที่ต้องการจะเปลี่ยนคำนำหน้านาม ก็มีข้อควรพึงระวังด้วยเช่นกัน เพราะจะต้องดำเนินการแก้ไขเอกสารที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น สมุดเงินฝาก โฉนดที่ดิน หนังสือเดินทาง เป็นต้น ซึ่งอาจจะสร้างความสับสนและวุ่นวายได้ ทั้งนี้ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ได้มีกระแสเสียงวิพากวิจารณ์เป็นอย่างมาก บ้างก็ว่าเป็นผลดีสำหรับคุณผู้หญิง และบ้างก็ว่าใช้คำนำหน้าอย่างเดิมดีอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่ดิฉันอยากชวนมองอีกมุมหนึ่ง ก็คือ เรื่องการใช้ชีวิตคู่ในยุคปัจจุบันต่างหากที่นับวันก็ค่อนข้างเปราะบาง มีสภาพปัญหาอยู่มากมาย จำนวนสถิติการหย่าร้าง สภาพความแตกร้าวแตกแยกในครอบครัวก็มากโขอยู่ และเป็นประเด็นปัญหาที่ทำให้เกิดสภาพปัญหาทางสังคมตามมา


นางสาวนัฎฐิกานต์ พลับทอง ( แอ้ )
นักศึกษาปริญญาโทบริการธุรกิจ พ.ศ. 2552

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@